ฮัลโหลแฟนบล็อกจ๋า
ช่วงนี้หายไปไม่นานเนอะ ดีใจจังที่ได้กลับมาเขียนอีกรอบ วันนี้ยาวมาก มีอีเว้นชุก ทั้งวันเลย แล้วก็ตอนบ่ายก็ได้มีโอกาสไปดู Source Code มาแล้ว เป็นหนังที่ผิดคาดมากๆ จะผิดคาดแบบไหน อ่านรีวิว (อย่าคาดหวังมากว่ารีวิวนี้จะช่วยอะไรคุณมาก แค่อ่านแล้วก็เม้นพอ 55555) ที่ไม่รู้จะเรียกว่ารีวิวดีมั้ย เอาเป็นว่าออกแนวระบายความในใจเพื่อหนังเรื่องนี้ดีกว่า 5555
 
-----
 
(จริงๆ อยากเอาโปสเตอร์อีกแบบมาลง แบบนี้ไม่สวยเท่าไหร่)
 
บทความนี้สปอยล์ค่อนข้างแหลก แต่ถ้าอยากอ่านก็อ่านได้นะ เพราะสิ่งที่ปันเขียนในเอนทรี่นี้ ปันอยากให้ทุกคนได้อ่านกัน
 
Source Code ภาพยนตร์ Drama/Sci-fii (เว้นไปคือให้คลุมดำอ่านเอานะฮะ เพราะถ้ารู้แนวหนัง จะเรียกได้ว่า สปอยล์แหลกเลยทีเดียว) Action-Scifi ที่ว่าด้วยเรื่องของกัปตันสตีเวนส์ (ที่พี่เจคเล่น แอร๊ยเรื่องนี้พี่แกหล่อมว้าก) ที่อยู่ๆ ดันพบว่าตัวเองตื่นมาอยู่ในรถไฟ พระเอกก็เลยต้องตามเรื่องเอาว่า กรูมาอยู่นี่ได้ไง พอไปๆ มาๆ เขาก็เลยรู้ว่า เชากำลังอยู่ในซอร์สโค้ด คือเหมือนเป็นเครื่องมือที่เราสามารถสวมรอยเป็นใครก็ได้ เพื่อย้อนอดีตไปดูความทรงจำสุดท้ายของคนๆ นั้น โดยกัปตันมีหน้าที่ที่จะตามหาว่า ใครคือมือระเบิดที่ขบวนรถไฟ โดยเขาต้องหยุดผู้ร้ายคนนั้นให้ได้ภายในเวลา 8 นาทีที่กัปตันได้มา
 
(จากนี้เริ่มสปอยล์แรงแล้วนะฮะ)
ตัวหนังนั้นปันคิดว่าค่อนข้างเดินเรื่องได้เรื่อยๆ เรียบๆ ในช่วงแรกนั้นอาจจะดูน่าเบื่อหน่อย แต่เมื่อเดินเรื่องไปสักนิด ความสนุกมันจะเริ่มมากขึ้น เพราะว่าความอยากรู้(อยากเสือก - * -) ของเราจะเริ่มเพิ่มมากขึ้น เนื้อเรื่องจะเริ่มเข้มข้นขึ้น และนั่นทำให้ความน่าสงสัยของผู้โดยสารในรถไฟแต่ละคนเพิ่มมากขึ้น หนังค่อนข้างเดินเรื่องได้ดีเพราะเราไม่สามารถเดาได้เลยว่าใครคือมือระเบิด (ดีแต่ดีไม่สุด เพราะตอนเฉลยแล้วกลับรู้สึกว่า แอร๊ อะไรแว๊ เดาไม่ออกจริงๆ แต่อารมณ์แบบไม่สุด ไม่อึ้ง งงๆ)
 
ในจังหวะระหว่างการเดินเรื่อง จุดเด่นของเรื่องนี้ที่ขอชื่นชมคือ การแทรกปมหลังของตัวละคร (และมันก็ทำให้ตัวละครดูมีมิติมากๆ สามารถทำให้คนดูเกิดอารมณ์ร่วมได้พอตัว) คือกัปตันแกค่อนข้างมีปมกับพ่อ เพราะพ่อนั้นไม่อยากให้ลูกไปรบ แต่กับตันแกอยากไปรบ และอยากรับใช้ชาติ สุดท้ายกัปตันก็ได้ทำหน้าที่อย่างสมความตั้งใจ ถึงแม้เขาจะต้องตายก็ตาม แต่จะว่าไป กัปตันก็มีความโชคร้ายในความโชคดี เพราะเขานั้นได้รับโอกาสที่สองในการใช้ชิวิตครั้งใหม่ ถึงแม้ว่าเขาจะมีเวลาแค่ครั้งละ 8 นาทีเท่านั้น แต่นั่นสำหรับหลายคน ก็น่าดีใจแล้วไม่ใช่เหรอ?
 
ถ้าพูดถึงในมุมมองของปัน ปันว่าหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่แบบที่โฆษณาเลยนะฮะ ตอนแรกก็แอบคิดว่ามันจะเหมือนแบบ Vantage Point ที่เน้นอารมณ์แอกชั่น และการเดินเรื่องที่เร้าใจกว่า เพราะหน้าหนังโปรโมตออกมาได้คล้ายกันมาก แต่พอดู โคตรผิดคาดฮะ มันค่อนข้างเป็นดราม่าที่หนักมาก และค่อนข้างแทรกปรัชญาแบบเบาๆ ในแต่ละฉากของตัวหนังเอง ซึ่งถ้าถามปันว่า ปันชอบฉากไหน ปันชอบหลายฉากมาก แต่ที่ชอบที่สุด คือตอนที่พระเอกท้าพนันกับตลกคนนั้น แล้วตลกคนนั้นก็เล่นมุก ทุกคนก็หัวเราะเฮฮาแอร๊ๆ กัน แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกของพระเอกเอง ก็คงจะปนๆ กัน ทั้งสุขและทุกข์ เพราะเวลาตอนนั้นเหลือไม่มากแล้ว และพอเวลาหมด หนังก็ได้ทำภาพสโลว์โมชั่น ให้เห็นหน้าผู้โดยสารแต่ละคน ที่มีอารมณ์ต่างๆ กันไป ฉากนั้นแหละดูเหมือนไม่มีอะไร แต่ปันว่า เฮ้ย มันอึ้งมากนะครับ เพราะว่า ปันก็แบบฉุกคิดขึ้นมาเล่นๆ ว่า เออ บางที ชีวิตคนเรานี่มันก็ไม่ได้มีแค่เรื่องแย่ๆ เท่านั้นเนอะ มันยังมีด้านสุข ด้านสว่าง ให้เราพบเจอ และหัวเราะ สนุกไปกับมัน เวลามันไม่ใช่ตัวแปรสำคัญหรอก ตัวแปรสำคัญคือมันอยู่ที่ "ตัวเรา ใจเรา" นั่นแหละ ว่าจะมองให้ชีวิตเราเป็นแบบไหน ปันคิดว่าความรู้สึกของกัปตันก็คงเหมือนกัน ในเวลานั้นกัปตันเองก็คงไม่สนแล้วว่าจะตายหรือไม่ แต่ขอเพียงได้ใช้ชีวิตตามที่หวังให้มันเป็นก็พอ
 
ฉากดังกล่าวนั้นมันสอดคล้องกับฉากก่อนหน้า ที่กัปตันได้เจอกับมือระเบิด กับคำพูดที่เขาบอกว่าทำไมเขาถึงได้วางแผนก่อการร้ายแบบนี้ เขาบอกว่า เขาอยากสร้างโลกใหม่ โลกนี้ก็เหมือนนรกดีๆ นี่แหละ (จำได้ว่าหลักๆ ใจความของประโยคมันเป็นแบบนั้น) ซึ่งจริงๆ ปันว่า ไม่จริงหรอกนะ เพราะว่าถึงโลกเรามันจะโหดร้าย เหมือนนรกแค่ไหนก็จริง แต่ถ้าเรารู้จักมองโลกให้มันดี มันก็ดี ให้มันร้าย มันก็ร้าย คือให้มองในมุมจริงๆ ไม่ได้มองแบบคนโลกสวยเพ้อฝัน ดีก็รับได้ แย่ก็รับได้ ปันเชื่อว่าถ้าไอ้โจรนั้นมันคิดได้ เรื่องก็คงไม่เกิด (แหมแต่ถ้าไม่เกิดหนังก็ไม่สนุกโน๊ะ) แล้วยิ่งพอปันจำคำพูดของโจรนั่น แล้วมาดูประกอบกับตอนที่ก่อนพระเอกตายอีก เอ่อปันอึ้งจริงๆ ครับ คือเหมือนกับการเล่นอารมณ์ที่แตกต่างกันเลยจริงๆ แล้วมันก็ทำให้เราฉุกคิดได้ทันทีเลยด้วย
 
สรุป
ถ้าหากคุณต้องการชมภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะอยากได้ ความมันส์ แบบ Vantage Point (เนื้อเรื่องสไตล์คล้ายๆ กัน) คุณก็คงผิดคาดล่ะครับ เพราะมันเป็นดราม่าที่หนักพอตัว แต่ถ้าไปดูเพราะอยากดูจริงๆ อารมณ์ประมาณแบบ "ก็กูอยากดูอ่ะ ใครจะทำไม มันจะยังไงกูก็จะดู" อย่าลังเลเลยครับ เรื่องนี้ให้อะไรคุณได้เยอะเกินคาดจริงครับ
 
ปล.
- เจคหล่ออ่ะ 555 (ชีวิตนี้ฉันเคยพ้นเรื่องบุรษบ้างไหม)
- จริงๆ ถึงแม้ว่าปันจะอวยหนังเรื่องนี้พอตัว แต่จุดด้อยของหนังก็พอมีนะครับ คือ การเดินเรื่องที่ค่อนข้างแปลกๆ ไม่ค่อยลื่นไหล โดดไปโดดมา ถ้าหากไปเทียบกับ Vantage Point เรื่องนั้นเดินเรื่องได้เจ๋งกว่า คือจังหวะชั้นเชิงอะไรค่อนข้างมีมากกว่า ปมตัวละครก็น่าติดตาม ตอนเฉลยก็หักมุมสุดๆ อารมณ์ตอนปล่อยของก็สุด ไม่กั๊กแบบซอร์สโค้ด แต่ก็อย่างว่าแหละ หนังคนละแนวกัน ถึงพลอตจะคล้ายกัน
- นี่คือการเขียนรีวิว (ที่ออกบ่นๆ ระบายๆ) ครั้งแรก ขออภัยให้มือใหม่ด้วยนะคร้าบบบ

edit @ 12 Apr 2011 08:38:58 by 智明

Comment

Comment:

Tweet

เห็นรูปในบล็อกแล้วอยากบอกว่าสวยมากครับ แล้วก็อดสงสารตัวเองไม่ได้ ที่วาดรูปได้ห่วยกว่านี้มาก ฮ่าๆ Hot!

#4 By 智明 on 2011-04-12 08:35

(ว้ายย ไม่นึกว่าจะมาเม้นกลับที่บลอคด้วย ขอบคุณค่า ฮ่าๆ บลอคเราไร้สาระน่ะค่ะ)

หนังเรื่องนี้ดีจริงๆ แล้วแบบตัวละครมีพัฒนาการกันด้วยอ่ะ อยากคุณกู้ดวินนี่ก็เปลี่ยน จากแบบเจ้าหน้าที่ยึดมั่นในหน้าที่ แต่สุดท้ายก็ช่วยเจคค ส่วนเจคก็น่าสงสาร ทรมานจริงจัง ตายแล้วแต่ยังติดอยู่ในหัวตัวเอง >< จะว่าดราม่ามั้ย ก็ดราม่านะ แต่ไม่ใช่ดราม่าแบบยัดๆกะเอาขำๆ แต่เป็นดราม่าที่เนียนไปกับเนื้อเรื่องแอคชั่นตู้มๆและลงตัวเลยล่ะ <3

#3 By The Adversary on 2011-04-12 00:05

เห็นด้วยคร้าบ
เจคโคตรหล่อ และหนังดีมาก ปันว่ามันไม่เน้นเรื่องแอคชั่นสืบสวนไซไฟแอร๊ๆ เลยนะครับ มันเป็นหนังดราม่าที่จัดมาก sad smile sad smile Hot!

#2 By 智明 on 2011-04-11 23:44

เจคน่ารักจริงๆค่ะ ><

ได้ไปดูรอบสื่อมานานแล้ว อยากให้คนไปดูกันเยอะๆ ดีใจมีคนมาเขียนรีวิว 5555 แบบว่าหนังมันดีมากจริงๆค่า คือประเด็นมันไม่ใช่แค่หนังแอคชั่น ก่อการร้ายตูมตาม แต่มันมีความละเอียดอ่อนของ human story อยู่ในนั้นด้วยยย ดูจบแล้วประทับจิตจริงๆเรื่องนี้

#1 By The Adversary on 2011-04-11 23:40